วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563

ตัวละครในเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์

1. พระเจ้าอชาตศัตรู
1.1 ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรของพระองค์
1.2 ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง  บ้านเมืองได้รับการทำนุบำรุงจนกระทั่งมีแสนยานุภาพ ประชาชนสุขสงบ มีมหรสพให้บันเทิง
1.3 ทรงมีพระราชดำริจะแผ่พระบรมเดชานุภาพ  โดยจะกรีธาทัพไปตีแคว้นวัชชี 
1.4 ทรงมีความรอบคอบ  เมื่อทรงทราบว่าคณะกษัตริย์ลิจฉวียึดมั่นในสามัคคีธรรมจึงทรงมีพระราชดำริว่า
            ศึกใหญ่ใคร่จะพยายาม                     รบเร้าเอาตาม
กำลังก็หนักนักหนา
           จำจักหักด้วยปัญญา                            รอก่อนผ่อนหา
อุบายทำลายมูลความ
และทรงปรึกษาหารือกับวัสสการพราหมณ์  ซึ่งวัสสการพราหมณ์กราบทูลถึงวิธีการและดำเนินการจนสำเร็จ


2. วัสสการพราหมณ์
วัสสการพราหมณ์เป็นปุโรหิตแห่งแคว้นมคธ เป็นผู้เฉลียวฉลาดและรอบรู้ศิลปศาสตร์
ลักษณะนิสัยของวัสสการพราหมณ์
2.1 รักชาติบ้านเมือง ยอมเสียสละเพื่อประเทศชาติ  เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงปรึกษากับวัสสการพราหมณ์เรื่องที่จะทรงแผ่พระบรมเดชานุภาพเอาเมืองวัชชีไว้ในครอบครองและวัสสการพราหมณ์กราบทูลกลอุบายและวิธีการนั้น  วัสสการพราหมณ์จะต้องกราบทูลขัดแย้งพระราชดำริของพระเจ้าอชาตศัตรูทำให้ถูกลงพระราชอาญาอย่างหนัก  แต่วัสสการพราหมณ์ก็ยอมรับ  ทั้งนี้เพื่อจะได้ไปอาศัยอยู่ที่แคว้นวัชชีและดำเนินอุบายทำลายความสามัคคีได้สะดวก
2.2 จงรักภักดีต่อพระเจ้าอชาตศัตรู 
2.3 วัสสการพราหมณ์เป็นคนเฉลียวฉลาด มีไหวพริบและรอบคอบในการดำเนินกลอุบายด้วยความเฉียบแหลมลึกซึ้ง รู้การควรทำและไม่ควรทำ รอจังหวะและโอกาส  การดำเนินงานจึงมีขั้นตอน  มีระยะเวลา  นับว่าเป็นคนมีแผนงาน ใจเย็น ดำเนินงานด้วยความรอบคอบ มีสติ เป็นคุณลักษณะที่ทำให้วัสสการพราหมณ์ดำเนินกลอุบายจนสำเร็จผล  เห็นได้ชัดเจนในขณะที่วัสสการพราหมณ์เข้าเฝ้าฯกษัตริย์ลิจฉวีและได้กล่าวสรรเสริญน้ำพระราชหฤทัยกษัตริย์ลิจฉวีทำให้เกิดความพอพระราชหฤทัย
2.4 มีความรอบคอบ  แม้ว่าวัสสการพราหมณ์จะรู้ชัดว่าบรรดากษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคีกันแล้ว  แต่ด้วยความรอบคอบก็ลองตีกลองเรียกประชุม  บรรดากษัตริย์ลิจฉวีก็ไม่เสด็จมาประชุมกันเลย ความเพียร  วัสสการพราหมณ์ใช้เวลา 3 ปีในการดำเนินการเพื่อให้เหล่ากษัตริย์ลิจฉวีแตกสามัคคีกันซึ่งนับว่าต้องใช้ความเพียรอย่างมาก

3. กษัตริย์ลิจฉวี     
3.1  ทรงตั้งมั่นในธรรม  กษัตริย์ลิจฉวีล้วนทรงยึดมั่นในอปริหานิยธรรม (ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม) 7 ประการ
3.2 ขาดวิจารณญาณ  ทรงเชื่อพระโอรสของพระองค์ที่ทูลเรื่องราวซึ่งวัสสการพราหมณ์ยุแหย่โดยไม่ทรงพิจารณา
3.3 ทิฐิเกินเหตุ  แม้เมื่อบ้านเมืองกำลังจะถูกศัตรูรุกราน


วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

หลักธรรมอปริหานิยธรรม 7 

อปริหานิยธรรม 7
      อปริหานิยธรรม 7 หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม 7 ประการ ผู้ปฏิบัติ ธรรมนี้จะเป็นไปเพื่อความเจริญทั้งฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายสงฆ์ คือ
ฝ่ายบ้านเมือง
1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ การอยู่ร่วมกัน การทำงานร่วมกันของคนในสังคมจะต้องมีการพบปะ ประชุมปรึกษาหารือกันสม่ำเสมอ เพื่อแก้ไขปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ยอมรับในเหตุผลที่ถูกต้องที่เป็นประโยชน์ เพื่อความเข้าใจที่ดีต่อกันของทุกคนในสังคมซึ่งความเจริญไม่เกิดความเสื่อมในทุกกรณี เช่น ในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก มีอะไรพูดกันปรึกษากัน ลูกก็จะอบอุ่น ปัญหาลูกไปติดยาเสพย์ติด ก็จะไม่เกิดขึ้น ในสถานที่ทำงาน หัวหน้ามีการประชุมปรึกษากับผู้ร่วมงานทุกครั้ง งานก็จะราบรื่น หากมีข้อผิดพลาด ทุกคนก็จะยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
2. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุมและกระทำกิจที่ควรทำ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่รวมกันไม่กินแหนงแคลงใจกัน จะทำงานอะไรก็สำเร็จได้ เช่นในครอบครัวมีอะไรปรึกษาหารือกันก็ต้องอยู่พร้อมๆ กันเพื่อทุกคนจะได้ยอมรับในสิ่งที่จะทำลงไปด้วยความเต็มใจ

3. ไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติและไม่เลิกล้มสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว เช่น บ้านเมืองจะสงบสุขได้ ทุกคนจะต้องบัญญัติและไม่ล้มเลิก ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของคณะและสังคมตามความพอใจของตนหรือของกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ตัวอย่าง เช่น นักเรียนจะต้องแต่งเครื่องแบบของโรงเรียนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย จะแต่งกายตามใจตนเองไม่ได้
4. เคารพนับถือผู้ใหญ่การเคารพและรับฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะผู้ใหญ่เกิดก่อน ผ่านประสบการณ์มามากกว่า ประกอบกับการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องมีผู้นำ ถ้าเราให้การเคารพและเชื่อฟังผู้นำ สังคมก็จะไม่วุ่นวาย เช่น ถ้าลูกเชื่อฟังพ่อ แม่ ก็จะเป็นคนดีได้เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหน อยากลูกตนเองให้ชั่ว
5. ไม่ข่มเหงล่วงเกินสตรี สตรีถือว่าเป็นเพศแม่ เป็นเพศที่อ่อนแอ บุรุษควรให้เกียรติให้ การยกย่อง ปกป้องไม่ให้ใครละเมิดสิทธิหรือข่มเหงรังแก ถ้าสังคมใดๆ ผู้หญิงถูกฉุดคร่าข่มขืน มากๆ ความเสื่อมก็จะเกิดกับสังคมนั้น
6. สักการะเคารพเจดีย์ หมายถึงการให้ความเคารพและปกป้องรักษาปูชนียสถานที่สำคัญในศาสนา เพื่อจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของกลุ่มคนในหมู่คณะที่อยู่ร่วมกันและระลึกถึงกันเช่น การเคารพพระปฐมเจดีย์
7. ให้การอารักขา คุ้มครอง อันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ คือการคุ้มครองบรรพชิตซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป เช่นการทำบุญด้วยปัจจัย 4 เป็นต้น
ฝ่ายพระสงฆ์
1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ในกิจของสงฆ์ที่ต้องทำร่วมกันไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ เช่น การทำอุโบสถสังฆกรรม
2. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุมและทำกิจที่สงฆ์ต้องทำการประชุมถือว่าเป็นกิจที่สงฆ์ต้องทำร่วมกัน แต่การที่จะให้สงฆ์ทุกรูปยอมรับซึ่งกันและกัน เพื่อความสามัคคีก็จะต้องอาศัยความพร้อมเพรียงกันทุก ๆ ครั้ง เช่น การทำพิธีกรรมในงานมงคลนิยมใช้พระสงฆ์ 9 รูป ก็ต้องมาพร้อมกันจึงจะทำพิธีกรรมได้
3. ไม่บัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่ล้มเลิกสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้ ถือว่าสิกขาบทที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ เปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญที่พระสงฆ์จะต้องปฏิบัติตาม
4. เคารพนับถือและรับฟังถ้อยคำของภิกษุผู้ใหญ่ ในการปกครองของพระสงฆ์จะให้อำนาจแก่ผู้ที่มีความสามารถตามบรรดาศักดิ์ เช่น ภิกษุผู้ใหญ่สังฆบิดร สังฆปรินายก ภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติตามลำดับขั้นเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
5. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น เพราะพระสงฆ์ตัดแล้วซึ่งกิเลสตัณหา ความอยากมีอยากได้จะต้องไม่เกิดขึ้น จึงจะเป็นที่ยกย่องของคนทั่วไป
6. ยินดีในเสนาสนะอันควร คือพระสงฆ์ต้องมีชีวิตเรียบง่าย มุ่งแสวงหาธรรมเพื่อเผยแพร่ให้กับผู้อื่น
7. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณร เป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข คือ พระสงฆ์ต้องใจกว้างยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่และมีความปรารถนาดีต่อสมาชิกเก่า เพื่อสังคมสงฆ์จะได้ไม่เกิดความเสื่อม

ข้อคิดจากเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์

ข้อคิดที่ควรพิจารณา จากเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ 
1. การขาดการพิจารณาไตร่ตรอง  นำไปซึ่งความสูญเสีย ดังเช่น เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี “ขาดการพิจารณาไตร่ตรอง” คือ ขาดความสามารถในการใช้ปัญญาตริตรองพิจารณาสอบสวน และใช้เหตุผลที่ถูกต้อง จึงหลงกลของวัสสการพราหมณ์ ถูกยุแหย่ให้แตกความสามัคคีจนเสียบ้านเสียเมืองในรัชกาลที่ 6 ด้วยเหตุที่คนไทยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินกิจการบ้านเมืองแตกต่างกันหลายฝ่าย  ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กวีจึงนิยมแต่งวรรณคดีปลุกใจขึ้นเป็นจำนวนมาก  สามัคคีเภทคำฉันท์เป็นเรื่องหนึ่งในจำนวนนั้น นายชิต บุรทัต  แต่งเรื่องนี้ขึ้น  โดยมุ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของความสามัคคี เพื่อบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง แต่ในปัจจุบันกระแสชาตินิยมลดลง  แต่ความสามัคคีก็เป็นหลักธรรมสำคัญในการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ  วรรณคดีเรื่องนี้จึงเป็นเนื้อหาที่มีคติสอนใจทันสมัยอยู่เสมอ
2. แนวคิดของเรื่องสามัคคีเภท  สามัคคีเภทคำฉันท์ เป็นนิทานสุภาษิตสอนใจให้เห็นโทษของการแตกความสามัคคี  และแสดงให้เห็นความสำคัญของการใช้สติปัญญาให้เกิดผลโดยไม่ต้องใช้กำลัง
3. ข้อคิดเห็นระหว่างวัสสการพราหมณ์กับกษัตริย์ลิจฉวี  บางคนอาจมีทรรศนะว่า วัสสการพราหมณ์ขาดคุณธรรม ใช้อุบายล่อลวงผู้อื่นเพื่อประโยชน์ฝ่ายตน แต่มองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นว่า  วัสสการพราหมณ์น่ายกย่องตรงที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอชาตศัตรูและต่อบ้านเมือง  ยอมถูกลงโทษเฆี่ยนตี  ยอมลำบาก  จากบ้านเมืองตนไปเสี่ยงภัยในหมู่ศัตรู  ด้องใช้ความอดทน  สติปัญญาความสามารถอย่างสูงจึงจะสัมฤทธิผลตามแผนการที่วางไว้ส่วนกษัตริย์ลิจฉวีเคยใช้หลักอปริหานิยธรรมร่วมกันปกครองแคว้นวัชชีให้มั่นคงเจริญมาช้านาน  แต่เมื่อถูกวัสสการพรามหณ์ใช้อุบายยุแหย่ให้แตกความสามัคคี ก็พ่ายแพ้ศัตรูได้โดยง่ายดาย
4. เรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ให้อะไรกับผู้อ่าน  ข้อคิดสำคัญที่ได้จากเรื่อง คือ โทษของการแตกความสามัคคี ส่วนแนวคิดอื่น ๆ มีดังนี้
    4.1 การใช้ปัญญาเอาชนะศัตรูโดยไม่เสียเลือดเนื้อ
    4.2 การเลือกใช้บุคคลให้เหมาะสมกับงานจะทำให้งานสำเร็จได้ด้วยดี
    4.3 การใช้วิจารณญาณไตร่ตรองก่อนทำการใด ๆ เป็นสิ่งที่ดี
   4.4 การถือความคิดของตนเป็นใหญ่และทะนงตนว่าดีกว่าผู้อื่น ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม

5. ศิลปะการประพันธ์ในสามัคคีเภทคำฉันท์ นายชิต บุรทัต  สามารถสร้างตัวละคร เช่น  วัสสการพราหมณ์ ให้มีบุคลิกเด่นชัด  และสามารถดำเนินเรื่องให้ชวนติดตาม  นอกจากนี้ ยังมีความเชี่ยวชาญในการแต่งคำประพันธ์ ดังนี้
    5.1 เลือกสรรฉันท์ชนิดต่าง ๆ มาใช้สลับกันอย่างเหมาะสมกับเนื้อเรื่องแต่ละตอน เช่น ใช้วสันตดิลกฉันท์ 14 ซึ่งมีลีลาไพเราะ ชมความงามของเมืองราชคฤห์  ใช้อีทิสังฉันท์ 20 ซึ่งมีลีลากระแทกกระทั้นแสดงอารมณ์โกรธ
    5.2 ดัดแปลงฉันท์บางชนิดให้ไพเราะยิ่งขึ้น เช่น เพิ่มสัมผัสบังคับคำสุดท้ายของวรรคแรกกับคำที่ 3 ของวรรคที่ 2 ในฉันท์ 11 ฉันท์ 12 และฉันท์ 14  เป็นที่นิยมแต่งตามมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ นายชิต บุรทัต  ยังเพิ่มลักษณะบังคับ ครุ ลหุ  สลับกันลงในกาพย์สุรางคนางค์ 28 ให้มีจังหวะคล้ายฉันท์ด้วย
    5.3 เล่นสัมผัสในทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษรอย่างไพเราะ  เช่น  คะเนกล – คะนึงการ  ระวังเหือด – ระแวงหาย
    5.4 ใช้คำง่าย ๆ ในการเล่าเรื่อง  ทำให้ดำเนินเรื่องได้รวดเร็ว  และผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ทันที
    5.5 ใช้คำง่าย ๆ ในการบรรยายและพรรณนาดัวละครได้อย่างกระชับ  และสร้างภาพให้เห็นได้อย่างชัดเจน 

เนื้อเรื่องย่อสามัคคีเภทคำฉันท์

ในกาลโบราณมีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงครอบครองแคว้น มคธ มีราชคฤห์เป็นเมืองหลวง พระองค์ทรงมีอำมาตย์ที่สนิทคนหนึ่งชื่อว่า วัสสการพราหมณ์ เป็นผู้ฉลาดและรอบรู้ศิลปศาสตร์และเป็นที่ปรึกษาราชการทั่วไป พระเจ้าอชาตศัตรูมีพระราชประสงค์จะปราบแคว้นวัชชีอันมีพวกกษัตริย์ลิจฉวีปกครอง แต่พระองค์ยังลังเลพระทัยเมื่อได้ทรงทราบว่ากษัตริย์ลิจฉวีทุก ๆ พระองค์ล้วนแต่ทรงตั้งมั่นอยู่ในธรรมที่เรียกว่า อปริหานิยธรรม 7 คือธรรมอันเป็นไปเพื่อเหตุแห่งความเจริญฝ่ายเดียว มีทั้งหมด 7 ประการ
ดังนั้นพระองค์จึงปรึกษาโดยเฉพาะกับวัสสการพราหมณ์ว่าควรจะกระทำอย่างไรจึงจะหาอุบายทำลายเหตุแห่งความพร้อมเพรียงของพวกกษัตริย์ลิจฉวีได้ เมื่อได้ตกลงนัดแนะกับวัสสการพราหมณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันหนึ่งพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จออกว่าราชการ จึงดำรัสเป็นเชิงหารือกับพวกอำมาตย์ในเรื่องจะยกทัพไปรบกับแคว้นวัชชี มีวัสสการพราหมณ์เพียงผู้เดียวที่กราบทูลเป็นเชิงทักท้วงและขอให้พระองค์ทรงยับยั้งรอไว้ก่อนเพื่อเห็นแก่มิตรภาพและความสงบ ทั้งทำนายว่าถ้ารบก็จะพ่ายแพ้ด้วย
พระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงฟังวัสสการพราหมณ์กราบทูลเป็นถ้อยคำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นนั้น ก็ทรงแสร้งแสดงพระอาการพิโรธ และมีพระราชโองการสั่งเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายนครบาลพร้อมด้วยราชบุรุษ ให้นำตัววัสสการพราหมณ์ไปลงโทษตามคำพิพากษาในบทพระอัยการ คือ เฆี่ยน โกนผม ประจาน แล้วขับไล่ไปเสียไม่ให้อยู่ในพระราชอาณาเขต
วัสสการพราหมณ์ยอมทนรับราชอาญาด้วยทุกขเวทนาแสนสาหัสถึงแก่สลบ เมื่อถูกเนรเทศออกจากแคว้นมคธก็เดินทางมุ่งตรงไปเมืองเวสาลีอันเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชีและเที่ยวผูกไมตรีกับบรรดาชาวเมือง จนข่าวนี้ทราบไปถึงกษัตริย์ลิจฉวี จึงได้ตีกลองสำคัญขึ้นเป็นสัญญาณ เชิญกษัตริย์ทั้งปวงมาชุมนุมปรึกษาราชการ เมื่อกษัตริย์ลิจฉวีประชุมกันแล้วก็ได้ตกลงกันว่าควรให้พราหมณ์ผู้นั้นเข้ามาเพื่อจะได้เห็นท่าทางและฟังความดูก่อนว่าจะจริงเท็จอย่างไร
ภายหลังที่วัสสการพราหมณ์ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ลิจฉวีและกราบทูลข้อความต่าง ๆ ด้วยความฉลาดลึกซึ้ง ประกอบกับมีรอยถูกโบยฟกช้ำให้เห็น กษัตริย์ลิจฉวีทุกพระองค์ต่างก็ทรงหมดความฉงนสนเท่ห์ว่าจะเป็นกลอุบาย จึงทรงตั้งให้เป็นครูสอนศิลปวิทยาแก่บรรดาราชกุมารและกระทำราชการในตำแหน่งอำมาตย์ผู้พิจารณาพิพากษาอรรถคดีอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย วัสสการพราหมณ์ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจและเอาใจใส่ จนเป็นที่ไว้ใจในหมู่กษัตริย์ ลิจฉวี เมื่อวัสสการพราหมณ์คาดคะเนว่าพวกกษัตริย์ลิจฉวีวางใจตนจนหมดความสงสัย วัสสการพราหมณ์จึงได้ดำเนินอุบายเพื่อทำลายความพร้อมเพรียงเป็นอันเดียวกันของกษัตริย์ ลิจฉวี โดยการแต่งอุบายลับชวนให้ฉงนสนเท่ห์ต่าง ๆ ขึ้น เป็นเครื่องยั่วยุราชกุมารทั้งหลายผู้ เป็นศิษย์ให้แตกร้าวกัน และวัสสการพราหมณ์คอยส่งเสริมเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทให้บังเกิดขึ้น ในหมู่ราชกุมารอยู่เนืองนิตย์ จนกระทั่งที่สุดราชกุมารทุกพระองค์ก็แตกความสามัคคีกันเป็นเหตุให้วิวาทกันขึ้น ครั้นแล้วต่างองค์ก็นำความนั้นขึ้นกราบทูลชนกของตนตามเรื่องที่เป็นมา เมื่อเป็นเช่นนั้นความแตกร้าวก็ลามไปถึงบรรดาชนกผู้ซึ่งเชื่อถ้อยคำโอรสของตนโดยปราศจากการไตร่ตรอง
จนกระทั่งเวลาล่วงไปสามปี สามัคคีธรรมในระหว่างพวกกษัตริย์ลิจฉวีก็ถูกทำลายสิ้น วัสสการพราหมณ์เห็นว่ากษัตริย์ลิจฉวีทุกองค์แตกสามัคคีกันแล้ว ก็ให้คนลอบนำความไปกราบทูล พระเจ้าอชาตศัตรู
พระเจ้าอชาตศัตรูก็กรีธาทัพสู่เมืองเวสาลี พวกชาวเมืองเวสาลีตกใจกลัวภัยอันเกิดแต่ ข้าศึก มุขมนตรีจึงได้ตีกลองสำคัญขึ้นเป็นอาณัติสัญญาณให้ยกทัพมาต่อสู้ แต่เหล่ากษัตริย์ลิจฉวี ก็หาไปเข้าร่วมประชุมไม่ ต่างองค์ทรงเพิกเฉยเสีย แม้แต่ประตูเมืองทุกทิศก็ไม่มีใครสั่งให้ ปิด พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้แคว้นวัชชีโดยง่าย ไม่ต้องเปลืองแรงรี้พลเพราะการรบเลย เมื่อจัดการ บ้านเมืองราบคาบแล้วพระเจ้าอชาตศัตรูก็ยกกองทัพเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ดังเดิม

ลักษณะของเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์


“สามัคคีเภทคำฉันท์”เป็นนิทานสุภาษิต ในมหาปรินิพพานสูตรและอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกาย มหาวรรค ลงพิมพ์ในหนังสือธรรมจักษุ หนังสือรุ่นแรกของมหามงกุฎราชวิทยาลัยที่เรียบเรียงเป็นภาษาบาลี นายชิต บุรทัตอาศัยเค้าคำแปลของเรื่องสามัคคีเภทนี้มาแต่งเป็นคำฉันท์เพื่อแสดงฝีมือ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หนังสือธรรมจักษุ
ที่มาของเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์

สามัคคีเภทคำฉันท์” เกิดจากวิกฤตการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1, กบฏ ร.ศ. 130 ประกอบกับคนไทยในสมัยนั้นได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดแนวความคิดเกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองที่หลากหลาย จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ทำให้ในช่วงดังกล่าวมักเกิดความนิยมแต่งวรรณคดีปลุกใจให้รักชาติ
สามัคคีเภทคำฉันท์ก็เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่มุ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของความสามัคคี การรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามัคคีเภทคำฉันท์จึงถือเป็นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็นคติสอนใจ

สงครามโลกครั้งที่ 1

กบฎ ร.ศ. 130

รูปแบบการประพันธ์สามัคคีเภทคำฉันท์

แต่งเป็นบทร้อยกรอง โดยนำฉันท์ชนิดต่าง ๆ มาใช้สลับกันอย่างเหมาะสมกับเนื้อหาแต่ละตอน  
ประกอบด้วยฉันท์ 18 ชนิด ดังนี้ 
1. กมลฉันท์
2. จิตรปทาฉันท์
3.โตฏกฉันท์
4. ภุชงคประยาตฉันท์
5. มาณวกฉันท์
6. มาลินีฉันท์
7. วสันตดิลกฉันท์
8. วังสัฏฐฉันท์
9. วิชชุมมาลาฉันท์
10. สัททุลวิกกีฬิตฉันท์
11. สัทธราฉันท์
12. สาลินีฉันท์
13. อินทรวิเชียรฉันท์
14. อินทรวงศ์ฉันท์
15. อีทิสังฉันท์
16. อุปชาติฉันท์
17. อุปัฏฐิตาฉันท์
18. อุเปนทรวิเชียรฉันท์

ตัวอย่างฉันท์(บางชนิด)






กาพย์ 2 ชนิด คือ 
กาพย์ฉบัง 16 และ กาพย์สุรางคนางค์ 28



ผู้แต่งสามัคคีเภทคำฉันท์

ชิต บุรทัต นามสกุลเดิม ชวางกูร เกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2435 บิดาชื่อ ชู มารดาชื่อ ปริก บิดาเป็นครูสอนภาษาบาลี อยู่โรงเรียนวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีความรู้ความชำนาญในการอ่านคำประพันธ์ประเภทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะ ชิต บุรทัต จึงได้เรียนรู้เรื่องกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ จากบิดามาตั้งแต่เด็ก
ชิต บุรทัต เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดราชบพิธฯ ที่บิดาสอนอยู่จนจบชั้นประถม แล้วเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดสุทัศน์เทพวราราม เมื่อเรียนหนังสืออยู่นั้น ชิต บุรทัต ได้รับเลือกให้เป็นต้นบทร้องเพลงสรรเสริญบารมี บทร้องเพลงในหนังสือดอกสร้อยสุภาษิต และสวดโอ้เอ้วิหารรายที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่เสมอ พ.ศ. 2449 เรียนจบชั้นมัธยม ขณะนั้นอายุได้ 15 ปี บิดาจัดการให้บรรพชาเป็นสามเณร เพื่อเรียนนักธรรมที่วัดราชบพิธฯ โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ บวชได้ 2 พรรษา ก็สึกออกมาทำงาน
ชิต บุรทัต เริ่มทำงานครั้งแรกในกรมตำรวจ ได้รับเงินเดือนๆละ 20 บาท แต่ทำอยู่ได้ไม่ถึงปี บิดาก็ให้ลาออกเพราะเห็นว่า ชิต บุรทัต ดื่มเหล้าและเที่ยวอย่างหัวราน้ำ คงจะเอาดีทางรับราชการไม่ได้ แล้วจัดการส่งตัว ชิต บุรทัต ไปอยู่กับญาติผู้ใหญ่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ให้เป็นครูสอนหนังสือที่วัดจันทร์ แต่ ชิต บุรทัต ก็ยังคงดื่มจัดอยู่อย่างเดิม ญาติปรามไม่อยู่ ส่งตัวกลับมาให้บิดาที่กรุงเทพฯ บิดาจึงจัดการให้บวชเป็นสามเณรอีกครั้งหนึ่งที่วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ พ.ศ. 2452 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) ขณะมีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นพระอุปัชฌายะ ชิต บุรทัต จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาสระยะหนึ่ง แล้วจึงย้ายไปจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ศึกษาภาษาไทย บาลี และอังกฤษ เพิ่มเติมโดยเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และทำหน้าที่เป็นเลขานุการของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสด้วย ในช่วงนี้เองที่ ชิต บุรทัต ได้เริ่มฝึกฝนการแต่งกวีนิพนธ์และส่งไปลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์
ชิต บุรทัต จำพรรษาศึกษาปริยัติธรรมจนมีความรู้แตกฉาน ถึงปลายปี พ.ศ. 2454 อายุครบบวช สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงโปรดให้อุปสมบทพร้อมกับ ม.จ. จุลดิศ ดิศกุล พระยามานวราชเสวี และพระยานิพนธ์พจนาตถ์ พ.ศ. 2456 จึงลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาสและเข้ารับราชการอีกครั้งในกระทรวงธรรมการ โดยเป็นครูสอนในโรงเรียนฝึกหัดครู แต่อยู่ได้ไม่ถึงปีก็ต้องลาออกเพราะการดื่มเหล้าและเที่ยวเตร่ ออกจากกระทรวงธรรมการแล้ว ชิต บุรทัต จึงเริ่มต้นการเขียนหนังสืออย่างจริงๆ โดยเข้าทำงานที่หนังสือพิมพ์ศรีกรุงรายเดือน พ.ศ. 2457 ออกจากศรีกรุงไปเป็นบรรณาธิการผู้ช่วยหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย ทำอยู่จนถึง พ.ศ. 2467 ปีที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยถูกโอนเข้าเป็นสมบัติพระคลังข้างที่ ชิต บุรทัต จึงลาออกจากตำแหน่งบรรณาธิการผู้ช่วยพร้อมกับตัวบรรณาธิการ กลับไปอยู่ศรีกรุงพักหนึ่งแล้วก็ออกมาเขียนหนังสืออยู่กับบ้านเป็นเวลาประมาณ 2 ปี ถึง พ.ศ. 2457 ได้ไปร่วมทำหนังสือพิมพ์โฟแท็กซ์ ของนายประสาท สุขุม เมื่อโฟแท็กซ์ล้มก็ไปเข้าทำ ไทยหนุ่ม ร่วมกับ นายหอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา เมื่อไทยหนุ่มเลิกไป ก็ว่างงานอยู่ระยะหนึ่ง แล้วจึงไปเข้าทำงานบริษัทยาทอง ของนายเสวียน โอสถานุเคราะห์ ทำอยู่ประมาณ 6 เดือน ก็ออกมาทำหนังสือพิมพ์อีก โดยเข้าทำที่หนังสือพิมพ์เทอดรัฐธรรมนูญ ของขุนเลิศดำริการ จนกระทั่งหนังสือหยุดกิจการ ก็กลับเข้าไปทำหน้าที่ตรวจปรู๊ฟที่หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย แล้วออกไปทำหนังสือเอกชนจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

ชีวิตการทำงาน ชิต บุรทัต ไม่สู้ราบรื่นนัก นับตั้งแต่เริ่มทำงาน ชีวิตก็ต้องพบกับอุปสรรค และความฉุกละหุกหลายครั้งหลายหน บางครั้งความไม่ราบรื่นนั้นเกิดจากชีวิตการทำงานหนังสือพิมพ์ ซึ่งต้องพบความล้มลุกคลุกคลานของหนังสือพิมพ์ฉบับแล้วฉบับเล่า แต่ความรักงานหนังสือพิมพ์ทำให้ชีวิตต้องคลุกคลีอยู่กับวงการหนังสือพิมพ์จนตลอดชีวิต แต่หลายครั้งที่ชีวิตต้องเบนออกไปจากจุดหมายเพราะการดื่มสุรา ชิต บุรทัต หัดดื่มสุรามาตั้งแต่เมื่ออายุยังน้อย และติดสุราอย่างหนัก ถึงขนาดที่ว่าผูกพันตนเองเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งที่แยกจากกันไม่ได้ จึงทำให้ชีวิตทั้งส่วนตัวและการทำงานได้รับอิทธิพลโดยตรงจากความผูกพันดังกล่าว ชิต บุรทัต ต้องหันเข็มชีวิตจากการรับราชการกรมตำรวจ และการเป็นครูก็เพราะการดื่มเหล้าและแม้จะต้องบรรพชาเป็นสามเณรถึง 2 ครั้ง ก็ยังไม่สามารถจะหยุดการดื่มเหล้าได้ ในชีวิตส่วนตัวนั้นเมื่อเริ่มต้นชีวิตแต่งงานในปี 2469 กับนางจั่น หญิงหม้าย ซึ่งมีอายุแก่กว่า 5 ปี ชิต บุรทัต ก็เลิกดื่มเหล้าไประยะหนึ่ง แต่ไม่นานนักก็กลับเข้ารูปเดิม ชิต บุรทัต ดื่มและเที่ยวจนนางจั่นภรรยา ไม่อาจทนอยู่ด้วยได้ หนีออกจากบ้านไป บิดาเองก็โกรธที่ไม่สามารถหาทางให้ลูกชายเป็นคนดีได้ จึงขายบ้านและสมบัติส่วนตัวจนหมด ชีวิต ชิต บุรทัต ในช่วงนี้จึงค่อนข้างจะผิดหวังและขมขื่น จนกระทั่งได้รู้ข่าวภรรยาซึ่งหนีไปอยู่กับญาติพี่น้องที่สมุทรสงคราม และได้ไปเป็นพี่เลี้ยงพระโอรสในกรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ อยู่ประมาณปีกว่า ชิต บุรทัต จึงตามไปขอคืนดีและพากลับมาอยู่ด้วยกันจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
งานกวีนิพนธ์ ของ ชิต บุรทัต ชิต บุรทัต เริ่มงานเขียนกวีนิพนธ์ครั้งแรกเมื่ออายุได้ 18 ปี ขณะเมื่อยังบวชเป็นสามเณรจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร งานชิ้นแรกที่ประสบความสำเร็จนั้นได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประตูใหม่ ใช้นามปากกาว่า “เอกชน” เมื่องานชิ้นแรกได้ประกาศถึงฝีมือ ที่เป็นเยี่ยมทางการเขียนกวีนิพนธ์แล้ว งานชิ้นต่อๆ มาก็ได้ปรากฏในหนังสือพิมพ์ประตูใหม่อยู่เป็นประจำ และได้รับรางวัลในการประกวดการแต่งโคลงกระทู้ ในหน้าหนังสือพิมพ์ประตูใหม่ตลอดมา จนกระทั่งถึงขั้นที่ได้รับเชิญให้เป็นผู้คัดเลือกบทกวีสำหรับลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ประตูใหม่ เพราะความปรีชาสามารถในทางการประพันธ์ ทำให้ ชิต บุรทัต มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และองค์สภานายกหอพระสมุดวชิรญาณได้ทรงพอพระทัยในผลงานของ ชิต บุรทัต ที่เขียนสดุดีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชิ้นที่ชื่อ กาพย์สรรเสริญพระเกียรติคุณ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช จึงมีพระประสงค์ขอพบตัว ชิต บุรทัต โดยได้มีรับสั่งให้บรรณาธิการ เป็นผู้พามาเข้าเฝ้าที่หอพระสมุด ทรงมอบหนังสือให้เป็นที่ระลึกและให้กำลังใจแก่ ชิต บุรทัต เป็นอย่างสูง และในปี 2454 ก็ได้รับอาราธนาให้เข้าร่วมแต่งฉันท์สมโภชพระมหาเศวตฉัตร ร่วมกับกวีเอกคนอื่นๆ คือ พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชา พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ (น.ม.ส) และหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) เพื่อใช้สวดสังเวยในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับพระราชทานเงินเป็นรางวัล 2 ชั่ง
เวลาได้ช่วยให้ความเชี่ยวชาญทางการประพันธ์ของ ชิต บุรทัต เพิ่มมากขึ้นและเมื่อมีชื่อเสียง งานเขียนก็เพิ่มตามมา หนังสือพิมพ์ที่ออกในยุคนั้นต่างก็มีความต้องการงานเขียนของ ชิต บุรทัต และนอกเหนือไปจากงานกวีนิพนธ์ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว ชิต บุรทัต ก็ยังแต่งบทละครร้องซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้นให้กับคณะละครปราโมทัย ของพระโสภณอักษรกิจ โดยใช้นามปากกาในการแต่งว่า “เจ้าเงาะ”จากการที่มีงานเข้ามามากมาย มีชื่อเสียงนี่เองได้ทำให้ ชิต บุรทัต มีความประสงค์ที่จะสึกออกมาใช้ชีวิตการเป็นฆราวาส เพื่อได้ทำงานที่ใจรักได้อย่างสะดวก ขณะเมื่อยังเป็นสามเณร แต่ถูกบิดาและสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส องค์อุปัชฌายะทัดทานไว้ให้อยู่จนอายุครบอุปสมบท ชิต บุรทัต จึงจำใจจำพรรษาอยู่ต่อมา จนกระทั่งผ่านการอุปสมบทและจึงได้ลาสิกขาบทในปี 2456 ออกมาทำงานที่หนังสือพิมพ์ศรีกรุงก็ได้ตั้งนามปากกาใหม่ขึ้นอีกนามหนึ่งคือ “แมวคราว” ในช่วงนี้เองที่งานของ ชิต บุรทัต ได้ตีพิมพ์แพร่หลายให้หน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ อาทิ พิมพ์ไทย สยามราษฎร์ ฯลฯ
ด้วยความสามารถในการเป็นกวีเอกทำให้ ชิต บุรทัต ได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิต นั่นคือได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในครั้งนั้น ชิต บุรทัต ได้เขียนบทกวีนิพนธ์ ปลุกใจ ส่งไปลงหนังสือสมุทรสาร นิตยสารรายเดือนของราชนาวีสมาคม บทปลุกใจนั้น มีว่า
“เกิดเป็นคนไทย ทั้งใจและนาม
ทั้งสองปองความ หมายคงตรงกัน
ชื่อตนคนไทย     แต่ใจเหหัน
เป็นอื่นพื้นพรรค์  พาลโหดโฉดเขลา
หมายความนามไทย       คือใช่ข้าทาส
ไปมีใครอาจ      ลบหลู่ดูเบา
ยืนยงคงทาน     มากาลนานเนา
ควรที่ชาวเรา     ตรองตรึกนึกดู”
ปรากฏว่า ได้เป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเป็นผู้อำนวยการของหนังสือเล่มนั้น ถึงกับโปรดให้ภาพถ่ายผู้เขียนโคลงลงประกอบไว้ด้วย และนับเป็นครั้งแรกที่สมุทรสารได้ลงพิมพ์เรื่องของบุคคลภายนอก นอกจากนั้นก็ยังทรงรับสั่งกับพระยาธนกิจรักษา ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยให้ ชิต บุรทัต เขียนประวัติสกุลขึ้นทูลเกล้า เพื่อจะทรงพระราชทางนามสกุลให้ ซึ่งได้ทรงพระราชทานนามสกุล “บุรทัต” ให้เมื่อ ชิต ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนามสกุลในเวลาต่อมา
งานกวีนิพนธ์ส่วนใหญ่ของ ชิต บุรทัต เป็นคำประพันธ์ประเภทฉันท์ มีทั้งที่แต่งขึ้นด้วยจินตนาการของความเป็นกวี ชมธรรมชาติ บทอุปมาเปรียบเทียบซึ่งส่วนใหญ่เป็นบทสั้นๆ ที่แต่งเป็นเรื่องยาวๆ ก็ได้แก่เรื่องในชาดก คำฉันท์สดุดี เฉลิมพระเกียรติ บทพรรณนา เช่น ฉันท์เฉลิมพระเกียรติงานพระเมรุทองท้องสนามหลวง กรุงเทพคำฉันท์ คนชั่วอกตัญญู อิลลิสชาดกในเอกนิบาต เป็นต้น
แม้ว่าชีวิตส่วนตัวของ ชิต บุรทัต เป็นชีวิตที่ไม่อยู่ในกรอบที่ดีนักก็ตาม แต่ในทางงานการเขียนหนังสือแล้ว ชิต บุรทัต มีฝีมือระดับครู นับเป็นกวีเอกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ความสามารถพิเศษของ ชิต บุรทัต ก็คือการแต่งคำประพันธ์ประเภทฉันท์และกาพย์ ชิต บุรทัต มีลีลาในการแต่งที่ไม่อาจมีกวีใดเทียบได้ มีความเชี่ยวชาญในการเลือกใช้ถ้อยคำตลอดจนการเล่นสำนวนโวหารได้อย่างไพเราะ ขณะเดียวกับที่เคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ของคำประพันธ์นั้นๆ งานกวีนิพนธ์ของ ชิต บุรทัต จึงมีคุณค่าทางความงามของภาษาพร้อมมูล งานชิ้นเอกของ ชิต บุรทัต คือเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ ซึ่งมีชนิดของคำฉันท์ถึง 30 ประเภท ที่สามารถใช้เป็นต้นแบบของคำฉันท์ได้อย่างดี
งานกวีนิพนธ์ของชิต บุรทัต เท่าที่รวบรวมได้แล้ว มีดังนี้
ประเภทสดุดี     สรรเสริญพระคเณศร, มหานครปเวศคำฉันท์, ฉันท์ราชสดุดี และอนุสาวรียกถา, กาพย์เฉลิมพระเกียรติงานพระเมรุทองท้องสนามหลวง, ฉันท์เฉลิมพระเกียรติงานพระเมรุทองท้องสนามหลวง, เฉลิมฉลองวันชาติ, ปรีดิปรารมภ์, ชาติปิยานุสรณ์, สำแดงสดุดีศัพท์, ต้อนรับทหารหาญ, กล่อมช้างสวรรค์, กรุงเทพคำฉันท์, คนไทยใจเพชรฯ
ประเภทคติคำสอน        ตู้ทองของปราชญ์, กันก่อนแก้, ทำลายง่ายกว่าสร้าง, สัญชาติอีกา, เบื้องหน้าชีวิตมนุษย์, เลิกความคิดชนิดเขลาหลงเสีย, หน้าที่สามประการของเรา, คนชั่วอกตัญญู, คติของพวกเราชาวไทย, ตาโป๋คำฉันท์, เสียงสิงคาล, สัตว์หน้าขน, แถลงสุภาษิต, ไม่อดทนต่อคำสั่งสอน, เหตุและผล
ประเภทชาดก    สามัคคีเภทคำฉันท์, ลิลิตสุภาพจุลธนุคคหะบัณฑิต, ลิลิตสุภาพพาโลทกชาดกในทุกนิบาต, อิลลิสชาดกในเอกนิบาต, เวทัพพชาดกคำฉันท์, กกุฎวานิชคำโคลง
ประเภทชมธรรมชาติ     อุปมาธรรมชาติ, วารวิสาขะมาส, วัสสานฤดู, เหมันตฤดู, เหมือนพระจันทร์ข้างแรม, ข้าพเจ้านั่งอยู่ชายทะเล, ดรุณรำพึงคำฉันท์, ภาพที่หลับตาเห็น, เอกเขนกขอบสระ, ดรุณจตุราภิรมย์, นิราศนครราชสีมา, นิราศแมวคราว, ชีวิตเราเปรียบด้วยนกบิน
ประเภทเบ็ดเตล็ด         ความรู้, สหลักษณ์, กวีสี่, กำเนิดแห่งสตรีคำโคลง, สละกันเพราะแต่งงาน, เราจน, บุญตามาพบ, หนาวอะไร, ความรักของแม่, ผิดกัน ฯ
ชิต บุรทัต ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2485 ด้วยโรคลำไส้พิการ ที่บ้านถนนวิสุทธกษัตริย์ ซึ่งคณะหนังสือพิมพ์ต่างๆ ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพเผาศพเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2485 รวมอายุได้ 49 ปี

ความหมายสามัคคีเภทคำฉันท์


          “สามัคคีเภท” เป็นคำสมาส ระหว่าง “สามัคคี” และ “เภท” ซึ่ง “เภท” มีความหมายว่า การแตกแยก ดังนั้น “สามัคคีเภท” จึงหมายถึง “การแตกความสามัคคี”

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2563


บรรณานุกรม

กระทรวงศึกษาธิการ. 2557. วรรณคดีวิจักษ์.พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สกสค.ลาดพร้าว.

ทองต่อ  กล้วยไม้ ณ อยุธยา. 2539.  ทศพิธราชธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ แกรมมี่.

ทองต่อ  กล้วยไม้ ณ อยุธยา.  2542.  ทศพิธราชธรรม. กรุงเทพฯ : ต้นอ้อ 1999.

สุธีร์  พุ่มกุมาร.2556. สามัคคีเภทพิจารณ์. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.

สารบัญ

เรื่อง

บทที่ 1 ประวัติและที่มา
บทที่ 2 เนื้อหาและโครงสร้างของเรื่อง
บทที่ 3 สำนวนและกลวิธีการแต่ง
บทที่ 4 คุณค่าและข้อคิดที่ได้จากเรื่อง
บทที่ 5 สรุป
บรรณานุกรม
คณะผู้จัดทำ